
ในห้วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรมชายฝั่ง โดยเฉพาะช่วงปี 2556-2565 ที่โครงสร้างประเภท “กำแพงกันคลื่น(Sea wall)” ไม่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อม(EIA) ทำให้เกิดการก่อสร้างได้ง่าย หลายหน่วยงานของรัฐ ได้เลือกสร้างกำเเพงกันคลื่น เป็นมาตรการหลักในการป้องกันชายฝั่ง ทั้งๆที่ “กำเเพงกันคลื่น” ถูกขนานนามให้เป็น “ความตายของชายหาด หรือ The Death of Beach”

การก่อสร้างกำเเพงกันคลื่นชายหาดชะอำใต้ จังหวัดเพชรบุรี โดยกรมโยธาธิการเเละผังเมือง คือ ภาพสะท้อนของชายหาดที่ตายไปเเล้วจากการสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง โดยมุ่งหวังเพียงเเค่ให้พื้นที่ชายฝั่งด้านหลังกำเเพงกันคลื่นนั้นรอดปลอดภัย เเต่ชายหาดหน้ากำเเพงกันคลื่นหายไป ตะไคร่น้ำสีเขียวน่ารังเกียจขึ้นเต็มกำเเพงกันคลื่น การท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลลดลงอย่างเห็นได้ชัดผ่านยอดการจองห้องพักบริเวณชายหาดชะอำใต้ที่ลดลง เพราะนักท่องเที่ยวไม่ต้องการเห็นกำเเพงกันคลื่น หรือผ่านร่มเตียงผ้าใบที่ไร้คนนั่งพัก ทั้งๆที่ก่อนหน้าการสร้างกำเเพงกันคลื่นเเล้วเสร็จ ชายหาดชะอำใต้คึกคักไปด้วยผู้คนที่มาพักผ่อนหย่อนใจ

ไม่เพียงชายหาดชะอำใต้ หาดทรายเเก้ว จังหวัดสงขลา ที่ชายหาดถูกดาดด้วยซีเมนต์คอนกรีตจนกลายเป็นกำเเพงกันคลื่น รุกล้ำลงไปในชายหาดทำให้ทรายหน้ากำเเพงหายไป คลื่นถาโถมได้ง่ายขึ้นเพราะไร้ตัวชะลอเเรงของคลื่น เมื่อถึงมรสุมคลื่นกระโจนข้ามกำเเพงกันคลื่น(Over topping) จนโครงสร้างถนน ทางจักรยานพังเสียหายตลอดเเนวชายหาดกว่า 4 กิโลเมตร กลายเป็นสุสานของเศษซากปลักหักพังริมชายฝั่งที่ไม่มีใครอยากไปพักผ่อนหย่อนใจ
หาดท่าบอน จังหวัดสงขลา ชายหาดในหมู่บ้านประมงชายฝั่ง ที่ไร้เคยจะกัดเซาะรุนเเรง เเต่กรมเจ้าท่ากลับหลอกลวง ยัดเหยียดโครงการกำเเพงกันคลื่นเข็มผืดให้กับชุมชน ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างกว่า 132 ล้านบาท เเต่ท้ายที่สุดโครงสร้างดังกล่าวได้ทำให้คลื่นกระโจนข้ามกำเเพงกันคลื่นปะทะเข้าบ้านเรือน สวนมะพร้าว สุสานริมทะเลถูกคลื่นซัดถาโถมจนเศษซากเจดีย์บรรจุเถ้าอัฐฐิลอยไปกับน้ำ ชุมชนต้องอพยพย้ายตัวเองหนีกว่า 30 หลังคาเรือน จนต้องสร้างกำเเพงกันคลื่นตัวใหม่ ด้วยงบประมาณก้อนใหม่เป็นช่วงๆ เพื่อเเก้ปัญหากกำเเพงกันคลื่นตัวเดิมที่สร้างปัญหาไว้ เเต่ก็ไม่สามารถเเก้ไขปัญหาได้จนหมด บ้านที่โยกย้านหนีไปเเล้ว สุสานที่ลอยไปกับเกลียวคลื่นเเล้ว เเละการทิ้งร้างไร้การฟื้นฟูชายหาดให้กลับคืนมา กลายเป็นมรดกบาปที่ทิ้งไว้กับชุมชนท่าบอน

ชายหาดที่ถูกสร้างกำเเพงกันคลื่น ด้วยวิธีที่จะป้องกันชายฝั่งให้รอดปลอดภัย เเต่หาดทรายหายไป กลายเป็นความตายของชายหาด เมื่อชายหาดหายไป ชีวิต ผู้คน เศรษฐกิจก็หายไปด้วย
วิธีคิดเเบบเดิมที่ต้องป้องกันชายฝั่งให้เเข็งเเรง ด้วยการใส่คอนกรีต หินใหญ่ จนชายหาดไม่เหลือชิ้นดี กลายเป็นสิ่งล่าสมัย เเละตกยุคที่สุดของการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง
นอกจากชายหาดที่พังทลาย กลายเป็นโครงสร้างเเข็ง ไร้ซึ่งชายหาด ในเชิงงบประมาณเเละการบริหารจัดการของภาครัฐ พบว่า ตลอดช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาโครงการกลุ่มของโครงสร้างทางวิศวกรรมถูกนำมาใช้ “ป้องกันด้วยโครงสร้างเเข็ง” สูงกว่ามาตรการสีเขียวถึง 7 เท่า เเละปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งไม่ได้ลดลงเลย หากเราป้องกันชายฝั่งด้วยโครงสร้างเเข็ง หรือ มาตรการสีเทาได้ผล ตัวเลขในการใช้งบประมาณจะต้องลดลง เเต่กลับพบว่าตัวเลขการใช้งประมาณกลับสวนทางอย่างน่าเหลือเชื่อ นี่จึงเป็นภาพสะท้อนในเชิงนโยบายเเละการบริหารจัดการภาครัฐต่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี ว่า ยิ่งเเก้ปัญหา ยิ่งสร้างปัญหา เเละปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด

Living Beach เปลี่ยนหลักคิด คืนชีวิตให้ชายหาด เป็นการคืนเม็ดทรายให้หาดทราย เดิมในอดีต เรามองไม่เห็นคุณค่าของชายหาด เเต่หาดทราย คือ ปราการทางธรรมชาติ ที่จะค่อยลดเเรงคลื่นเเละสลายพลังงานของคลื่น หากเราเปลี่ยนหลักคิดใหม่ว่าเราจะเก็บรักษาหาดทรายไว้ เพื่อเป็นปราการทางธรรมชาติ เเละคืนระบบนิเวศของหาดทรายกลับคลื่นมา ชายหาดก็จะมีชีวิต
เมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ถูกเเนวคิดการป้องกันชายฝั่งโดยวิศวกรรมนำธรรมชาติ ไม่ต่างจากชายหาดอื่นๆทั่วประเทศไทย เเละอาจพิเศษกว่าหาดอื่นๆ เพราะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เต็มไปด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรมทุกรูปเเบบทั้ง รอดักทราย เขื่อนกันคลื่นนอกฝั่ง กำเเพงกันคลื่น กำเเพงกันดิน รอบังคับกระเเสน้ำ กระจุกอยู่ในพื้นที่ 1.7 กิโลเมตร ชายหาดจากที่เคยเป็นเส้นตรง มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเเผ่นดิน ทะเล เเละอากาศถูกปิดกั้นด้วยโครงสร้างเเข็ง ชายหาดกลายเป็นหาดเว้าเเว่ง เเละเสียสมดุล ช ทรายบางส่วนงอกจนเกิดระบบ บางตำเเหน่งกัดเซาะอย่างรุนเเรง

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตัดสินใจรื้อถอนโครงสร้างกำเเพงกันคลื่น เพื่อให้ปฏิสัมพันธ์ของทะเล เเผ่นดินได้กลับคืนมา เเละรื้อรอดักทรายจำนวน 3 ตัว ออกจากชายหาด เพื่อคืนสมดุลตะกอน ผลจากการรื้อถอนโครงสร้างเเข็งบางส่วนออกไป กระบวนการชายฝั่งคืนกลับมา พรรณไม้ชายฝั่งค่อยๆฟื้นตัวขึ้นจากการพัดพามากับน้ำทะเล เเละชายหาดที่เคยเว้าเเว่ง กลับมาตามบันทึกในสมัยรัชการที่ 6 ก่อนมีโครงสร้างเเข็ง

พัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นอีกหนึ่งชายหาดที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนเเรง เเละด้วยวิธีคิดเเห่งการป้องกันชายฝั่งด้วยการเอาชนะธรรมชาติ โดยการวางกระสอบทรายขนาดใหญ่หรือ Big bag ทำให้ชายหาดพัทยาหายไป บางช่วงของชายหาดเหลือความกว้างชายหาดไม่ถึง 10 เมตร ภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอนอาบเเดดบนกระสอบทรายที่เน่าเละเป็นภาพที่ชินตา เเละชายหาดพัทยาที่เคยมีสีเสียง ดูจะไร้ราคาเมื่อไร้ชายหาด

ความพยายามในการสร้างโครงสร้างเเข็งล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงที่หาดพัทยา ยิ่งสร้างชายหาดยิ่งหดสั้นหายไป เเละกัดเซาะไปเรื่อยๆ กรมเจ้าท่าเเละเมืองพัทยา จึงเปลี่ยนหลักคิด ในการป้องกันเเละเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจากการสร้างโครงสร้างวิศวกรรมเเบบกำเเพงกันคลื่น มาสู่การเติมทรายชายหาดหรือ Beach Noriment เพื่อคืนทรายให้หาดพัทยา การเติมทรายเริ่มต้นในปี 2560 เเล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นการนำทรายนอกชายฝั่งจากเกาะรางเกวียน มาเติมทรายบนหาดพัทยาให้มีความกว้างชายหาด 35 เมตร(ไม่รวมความลาดชัน) ผลจากการเติมทรายผ่านไปจนถึงทุกวันนี้ ชายหาดพัทยากลับมาสวยงาม มีหาดทรายกว้างยาว เเละสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวให้กับเมืองพัทยา

การคืนชีวิตให้หาดทรายที่ตายจากกำเเพงกันคลื่น เเละโครงสร้างทางวิศวกรรมชายฝั่ง ด้วยหลักคิดในการรักษาชายหาด คืนปฏิสัมพันธ์ของชายฝั่ง ทะเล เเละอากาศ รวมถึงสังคมพืชชายฝั่ง จึงกลายเป็นหลักคิดใหม่ที่สังคมไทยจะต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้น ไม่เพียงเพราะว่า สังคมไทยต้องมีชายหาด เเต่การดำรงไว้ซึ่งหาดทรายที่สมบูรณ์ คือ การคืนความสมดุลของธรรมชาติ การดำรงไว้ซึ่งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของผู้คน เเละชุมชม เเละท้ายที่สุดคือการคืนความสุขให้ชีวิตมนุษย์ที่จะมีพื้นที่ธรรมชาติที่สมบูรณ์
Author

Beach For Life
แหล่งรวบรวมความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวกับชายหาด
บทความวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
แบ่งปันสิ่งนี้

โครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ที่มีหน้าตาคล้ายๆกับรากโกงกาง ปรากฏหลายพื้นที่ของชายหาด เช่น หาดเเสงจันทร์ หาดสามร้อยยอด ซึ่งเป็นการทอดลองป้องกันชายฝั่งด้วยนวัตกรรมใหม่ Beach for life ชวนทำความรู้จักสิ่งนี้เเละข้อสังเกตในการป้องกันชายฝั่ง

ชวนอ่านเหตุผลของสายสิ่งเเวดล้อมที่ทำไมต้องกาเห็นชอบใหม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โครงสร้างปากคลองวัดเล เกาะสมุย เป็นโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนตัวของตะกอนทรายชายฝั่งในพื้นที่ชายหาดแม่น้ำ ทำให้ประชาชนในพื้นที่รวมกับหน่วยงานร่วมกันรื้อถอนโครงสร้างออกไป เพื่อฟื้นฟูชายหาดเเละระบบนิเวศ