
โครงการเเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ(EHIA) ในโครงการท่าเรือเเหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง 1 ฉบับ เเละโครงการพัฒนาท่าเรือเเหลมริ่ว จังหวัดชุมพร 1 ฉบับ ร่างรายงานดังกล่าว ถูกเผยเเพร่ออกมาในช่วงการรับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 3 เมื่อสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาเเล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอย่างหนักว่า "ผลการศึกษาสัตว์หน้าดินพบสัตว์หน้าดินน้อยกว่าความเป็นจริงของพื้นที่ พบเพียง 1 ชนิด 7 ตัว ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อท้องทะเลระนองเเละชุมพร คือ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ผมท้าให้ไปพิสูจน์เรื่องนี้กับผมที่ทะเลระนองเเละชุมพร" อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลตั้งคำถาม


สัตว์หน้าดิน หรือ สัตว์พื้นทะเล คงเป็นคำเรียกสิ่งมีชีวิตที่ดูจะห่างไกลจากชีวิตประจำวันของใครหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว “สัตว์หน้าดิน หรือ สัตว์พื้นทะเล” เป็นจุดเริ่มต้นอันดับแรกของระบบห่วงโซอาหารของชีวิตพวกเรา ปลา กุ้ง หอย และสัตว์ทะเลหลายชนิดที่เรารู้จักในฐานะ “อาหาร” ล้วนเติบโต หรือบริโภค สัตว์หน้าดิน หรือสัตว์พื้นทะเลมาทั้งสิ้น

สัตว์หน้าดินพื้นทะเล เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่ตามเนินทราย กองหิน ดอน หรือ ป่าชายเลน เป็นผู้ย่อยสลายอันดับต้นๆของห่วงโซอาหาร เเละถ่ายทอดพลังงานต่อมายังสัตว์น้ำขนาดใหญ่ เเละสัตว์เศรษฐกิจต่างๆ
ที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณท้องทะเล แนวปะการัง ป่าชายเลน ดอนและชายหาดต่างๆ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์พื้นทะเล ถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์อย่างยิ่ง เช่น การพัฒนาท่าเรือ การทำอุตสาหกรรม การทำประมง เป็นต้น เช่นเดียวกับพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดระนอง และ จังหวัดชุมพรซึ่งจะมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ ที่เรียกว่า แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ซึ่งประกอบไปด้วยการก่อสร้างท่าเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง การก่อสร้างท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร การก่อสร้างรถไฟรางคู่ และการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์)
โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ซึ่งจะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ถือว่าเป็นโครงการก่อสร้างท่าเรือประเภทถมทะเล ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยท่าเรือแหลมริ่วมีขนาดท่าเรือ 5,700 ไร่ ส่วนท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง มีขนาด 6,900 ไร่ ซึ่งจะกระทบต่อสัตว์พื้นทะเลโดยตรงจากกิจกรรมการถมทะเล และการขุดลอกร่องน้ำในการเดินเรือ
หลังจากผลรายงาน EHIA ในโครงการท่าเรือเเลนด์บริดจ์ที่พบสัตว์หน้าดินต่ำกว่าข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2568 อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง พร้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ตัวเเทนชุมชนชายฝั่ง กลุ่ม Beach for life กรีรพีซ ประเทศไทย มูลนิธินิติธรรมสิ่งเเวดล้อม เเละมูลนิธิภาคใต้สีเขียว ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจทะเลระนอง-ชุมพร ภายใต้ปฏิบัติการพิสูจน์ทะเลไม่ร้าง เพื่อสำรวจสัตว์หน้าดิน ในตำเเหน่งเดียวกับรายงานการศึกษา EHIA ของ สำนักงานนโยบายเเละเเผนการขนส่งเเละจราจร(สนข.)

ในการสำรวจครั้งนี้ ทีมสำรวจได้กำหนดพื้นที่ศึกษาออกเป็น 3 บริเวณหลัก ได้แก่ พื้นที่ตั้งโครงการแลนด์บริดจ์ทั้ง 2 ฝั่ง และพื้นที่เพิ่มเติมบริเวณดอนตาแพ้ว จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นดอนทรายธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งทำประมงพื้นบ้านขนาดใหญ่ของชุมชน โดยกำหนดจุดสำรวจพื้นที่ละ 5 สถานี รวมทั้งสิ้น 15 สถานี และทำการเก็บตัวอย่างซ้ำสถานีละ 3 ครั้ง เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตามมาตรฐานระเบียบวิธีวิจัย

ผลการสำรวจสัตว์หน้าดิน หลังจากการลงเก็บตัวอย่างในพื้นที่จริง จำนวน 10 สถานีในฝั่งระนอง โดยเเบ่งเป็นพื้นที่ตั้งโครงการท่าเรือหรือเเหลมอ่าวอ่าง จำนวน 5 สถานี เเละดอนตาเเพ้ว จำนวน 5 สถานี ผลการสำรวจเป็นดังนี้
แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง
ผลการสำรวจสัตว์หน้าดินบริเวณแหลมอ่าวอ่าง ทั้ง 5 สถานี พบสัตว์หน้าดินทั้งหมด 9 ไฟลัม(Phylum) รวม 295 ชนิด มีความหนาแน่นเฉลี่ย 1,685 ตัวต่อตาราง โดยกลุ่มที่พบมากที่สุดคือ หนอนปล้อง(Annelida) ซึ่งพบว่ามีความหลากกหลายถึง 154 ชนิด รองลงมา คือ สัตว์มีข้อปล้อง(Arthropoda) 92 ชนิด มอลลัส(Mollusca) 31 ชนิด นอกจากนี้ยังพบหนอนถั่ว(Sipuncula) 8 ชนิด สัตว์ผิวหนาม (Echinodermata) 4 ชนิด หนอนสายพาน 3 ชนิด ไนดาเรีย ไส้เดือนตัวกลมทะเล หนอนช้อน และเฮมิคอร์ดาตา กลุ่มละ 1 ชนิด
ดอนตาแพ้ว อ่าวอ่าง จังหวัดระนอง
ผลการสำรวจสัตว์หน้าดินบริเวณดอนตาแพ้ว ซึ่งเป็นแหล่งทำประมงพื้นบ้านที่สำคัญของจังหวัดระนอง ทั้ง 5 สถานี พบสัตว์หน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม(Phylum) รวม 333 ชนิดและมีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาร 2,007 ตัวต่อตารางเมตร กลุ่มที่พบมากที่สุด คือ หนอนปล้อง(Arthropoda) 174 ชนิด รองลงมาคือสัตว์มีข้อปล้อง (Arthropoda) 80 ชนิด และมอลลัส(Mollusca) 50 ชนิด นอกจากนั้นยังพบสัตว์ผิวหนาม 15 ชนิด หนอนถั่ว 7 ชนิด หนอนสายพาน 3 ชนิด รวมถึงไนดาเรีย ไส้เดือนตัวกลมทะเล หนอนซ้อน และเฮมิคอร์ดาตา กลุ่มละ 1 ชนิด

จากผลการสำรวจสัตว์หน้าดิน ในพื้นที่ดอนตาแพ้ว สะท้อนว่าพื้นที่ดอนตาแพ้วเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์หน้าดินสูงที่สุด และเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในห่วงโซอาหาร ถึงแม้ว่า พื้นที่ดอนตาแพ้ว จะอยู่นอกพื้นที่ถมทะเลและการขุดลอกร่องน้ำ แต่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องจากพื้นที่ถมทะเล ซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก่อสร้างท่าเรือและการขุดลอกร่องน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทิศทางและกระแสน้ำชายฝั่ง และดอนตาแพ้ว เป็นแหล่งทำประมงพื้นบ้านที่สำคัญของชุมชน แต่ถูกมองข้ามจากการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
แหลมริ่ว ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เป็นพื้นที่เป้าหมายที่ตั้งของโครงการท่าเรือน้ำแหลมริ่ว ภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ฝั่งอ่าวไทย จากการสำรวจสัตว์พื้นทะเล ทั้งหมด 8 ไฟลัม(Phylum) รวม 107 ชนิด มีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 350 ตัวต่อตารางเมตร กลุ่มสัตว์พื้นทะเลที่พบมากที่สุด คือ หนอนปล้อง(Annelida) จำนวน 54 ชนิด รองลงมาคือ สัตว์มีข้อปล้อง(Arthropoda) 25 ชนิด และมีมอลลัส(Mollusca) หรือกลุ่มหอย 19 ชนิด นอกจากนั้นยังพบสัตว์ผิวหนาม 3 ชนิด หนอนช้อน 2 ชนิด รวมถึงหนอนตัวแบนและเอมิคอร์ดาตา กลุ่มละ 1 ชนิด
การสำรวจสัตว์พื้นทะเล ในพื้นที่แหลมริ่ว ถึงแม้ว่าจะพบจำนวนชนิดและความหนาแน่นต่ำกว่าฝั่งระนองโดยภาพรวม แต่อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจสัตว์พื้นทะเล ยังบ่งชี้ให้เห็นว่า ท้องทะเลฝั่งหลังสวน บริเวณแหลมริ่วในพื้นที่ตั้งโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ มีค่าดัชนีความสมบูรณ์มากกว่า 4 ส่วนค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับสูง

ข้อค้นพบจากการสำรวจสัตว์พื้นทะเล ในพื้นที่แหลมริ่ว แหลมอ่าวอ่าง และดอนตาแพ้ว เป็นพื้นที่ที่มีรความหลากหลายทางชีภาพของสัตว์พื้นทะเล และเป็นแหล่งระบบนิเวศวิทยาทางทะเลที่สำคัญ มิใช่ท้องทะเลที่ว่างเปล่าปราศจากสิ่งมีชีวิต หรือ มีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำแต่อย่างใด ความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์พื้นทะเล ทำให้เกิดห่วงโซอาหารทางทะเลและความสมบูรณ์ของระบบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการทำประมงพื้นบ้านตลอดแนวพื้นที่ชายฝั่งทั้งชุมพรและระนอง ดังนั้นการพิจารณาการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาความสำคัญของสัตว์พื้นทะเลและความเชื่อมโยงของประมงพื้นบ้านอย่างรอบด้าน
หากนำผลการศึกษาของภาคประชาชน ที่มีการสำรวจในตำเเหน่งเดียวกันกับร่างรายงาน EHIA จำนวน 5 ตำเเหน่งสำรวจในฝั่งจังหวัดระนอง เเละ อีก 5 ตำเเหน่งในจังหวัดชุมพร โดยสามารถเปรียบเทียบได้ ดังตารางนี้
เปรียบเทียบผลการศึกษาสัตว์หน้าดินฝั่งจังหวัดระนอง

เปรียบเทียบผลการศึกษาสัตว์หน้าดินฝั่งจังหวัดชุมพร

จากผลการสำรวจสัตว์พื้นทะเลของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข) ในร่างรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลการสำรวจของภาคประชาชน ซึ่งพบว่า มีสถานีสำรวจที่ตรงกันในหลายสถานี แต่พบชนิดและความหนาแน่นของสัตว์พื้นทะเลที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งระนองซึ่งมีชนิดและความหนาแน่นต่างกันอย่างยิ่ง จึงเป็นข้อสังเกตต่อผลการศึกษาในรายงานการประเมินผลกระทบกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพว่ามีความรอบคอบ ครบถ้วนมาเพียงพอหรือไม่ และเป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนความเป้นจริงของพื้นที่จริงหรือไม่
ปฏิบัติพิสูจน์ทะเลระนอง-ชุมพร ไม่ร้าง นำโดย อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล ร่วมกับ กรีนพีซ ประเทศไทย กลุ่ม Beach for life สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเล มูลนิธินิติธรรมสิ่งเเวดล้อม มูลนิธิภาคใต้สีเขียว เเละชุมชนชายฝั่งจังหวัดระนอง-ชุมพร ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2568
บทความวันที่ 13 มิถุนายน 2569
แบ่งปันสิ่งนี้

โครงการท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด ท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีการถมทะเล ทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงของชายฝั่งตลอดเเนวชายหาดสุชาดา หาดเเสงจันทร์ ถึงหาดปากน้ำระยอง ชวนสำรวจผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นจากท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด

Beach for life ชวนตั้งหลักคิดก่อนรัฐจะพัฒนาเเหลมสนอ่อน สงขลา พื้นที่ว่างเปล่ากลางเมือง ที่มีพรรณไม้ นก นาก ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เราจะพัฒนาเเหลมสนอ่อนไปเเบบไหน ชวนตั้งหลักคิด

ท่ามกลางห้วงเวลาที่มีการอภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่กำลังอยู่ในสภาผู้เเทนราษฎรนั้น Beach for life ชวนคลี่เเละส่องงบประมาณเพื่อการป้องกันชายฝั่งในร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 งบกำเเพงกันคลื่นเยอะเเค่ไหนในปีงบประมาณนี้ ?