
การกัดเซาะชายฝั่ง เป็นภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติเเละฝีมือของมนุษย์ ประเทศไทยมีชายฝั่ง 3,151 กิโลเมตร เเต่เราไม่เคยรู้เลยว่า ตรงไหนมีความเสี่ยวต่อการกัดเซาะชายฝั่ง บทความนี้จะชวนทุกคนไปทำความเข้าใจ เเผนที่เสี่ยงภัย เเละ การทำเเผนที่เสี่ยงภัยการกัดเซาะชายฝั่งจังหวัดสงขลา ที่ริเริ่มด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน
โครงการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเสริมพลังชุมชนชายฝั่งสงขลา ที่ดำเนินการโดยมูลนิธิชุมชนสงขลา ร่วมกับ กลุ่ม Beach for life โดยการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก(GEF) ที่กำลังจะนำเสนอในวันนี้ เป็นโครงการแรกๆในประเทศไทยที่มีการจัดทำ แผนที่ความเสี่ยงจากการกัดเซาะชายฝั่ง โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศเรา อาจเคยมีการทำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วมโดยชุมชนมีส่วนร่วมในบางพื้นที่ แต่สำหรับการกัดเซาะชายฝั่งนั้น โครงการนี้ถือเป็นครั้งแรก !
โครงการนี้เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียงสองถึงสามเดือน ดังนั้นสิ่งที่นำเสนอในวันนี้จะเป็นแนวคิดหลักของโครงการมากกว่าผลลัพธ์สุดท้าย

แผนที่ความเสี่ยงที่เรากำลังพัฒนา อาจยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบันทันที เนื่องจากแผนที่นี้เกี่ยวข้องกับประเด็นของ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งอาจแสดงผลกระทบในอีก 25 ปี หรือ 50 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า ผลงานในครั้งนี้อาจไม่ทันใช้ในรุ่นของเรา แต่เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนรุ่นต่อไป ลูกหลานของเราในอนาคต ทั้งนี้ จุดประสงค์ของแผนที่ความเสี่ยงไม่ใช่เพื่อให้เกิดการใช้ทันที แต่เพื่อเตรียมความพร้อม และหวังว่าเราจะไม่จำเป็นต้องใช้งานมันจริง ๆ เพราะการเตรียมรับมือภัยพิบัติ ก็คือการลดความสูญเสียก่อนที่ภัยจะมาถึง
สำหรับพื้นที่ในการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่งนี้ จัดทำในพื้นที่จังหวัดสงขลาโดยมีความยาวชายฝั่ง 157 กิโลเมตร ครอบคลุม 6 อำเภอ 29 ตำบล ซึ่งจะมีการจัดทำแผนที่โดยใช้ระยะจากชายฝั่งเข้าไปในแผ่นดินไม่เกิน 100 เมตร โดยพื้นที่ในระยะนี้จะถูกประเมินความเสี่ยงและแสดงผลในรูปแบบของสีตามระดับความเสี่ยง
แนวคิดหลักของแผนที่ความเสี่ยง ประกอบด้วยการประเมิน 3 องค์ประกอบ ได้แก่
ภัย : เช่น การประเมินการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การกัดเซาะจากอดีตถึงปัจจุบัน และความรุนแรงของพายุในอนาคต ซึ่งใช้แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ในการจำลองสถานการณ์
ความเปิดรับภัย : หมายถึง เมื่อเกิดภัยแล้ว พื้นที่นั้นมีบ้านเรือน ถนน โรงพยาบาล วัด หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบหรือไม่
ความเปราะบาง : เป็นการประเมินว่าเมื่อเกิดภัยแล้ว พื้นที่นั้นมีศักยภาพในการฟื้นตัวมากน้อยเพียงใด เช่น มีผู้ป่วยติดเตียง มีประชากรกลุ่มเปราะบาง หรือมีความหนาแน่นประชากรสูงหรือไม่

ทั้งสามองค์ประกอบนี้จะนำมาประมวลผลเพื่อจัดทำเป็นแผนที่แสดงความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในการดำเนินงานครั้งนี้ จะต้องมีการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยแผนที่ที่จัดทำขึ้นจะได้รับการอัปเดตทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด ตัวแผนที่นี้ถือเป็น “แนวคิด” ซึ่งแสดงถึงความหมายของแต่ละองค์ประกอบอย่างชัดเจน
สำหรับการประเมินการกัดเซาะชายฝั่ง จะดำเนินการแยกเป็นประเด็นย่อย โดยในกรณีนี้มีทั้งหมด 3 ประเด็น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาได้ว่า ควรเพิ่มหรือลดองค์ประกอบใดบ้าง เช่น หากมีข้อมูลบางส่วนที่เคยทำแล้วพบว่าไม่มีผลกระทบ ก็อาจตัดออกไป หรือหากมีข้อมูลใหม่ที่มีประโยชน์ ก็ควรเพิ่มเข้ามา เราจะพิจารณากันทีละหัวข้อ
การประเมินการกัดเซาะชายฝั่ง มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งในอดีตถึงปัจจุบัน (2) ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น เเละ (3)ความถี่ของพายุ
ทั้งสามปัจจัยนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการประเมินภัยพิบัติ เช่น หากเปลี่ยนจากประเด็นการกัดเซาะมาเป็นการประเมินภัยจากพายุซัดฝั่ง ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นโดยตรงกับจังหวัดสงขลา แต่อาจเคยเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราช หากมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับสงขลาในอนาคต เราสามารถเปลี่ยนแบบจำลองจากการกัดเซาะชายฝั่งมาเป็นพายุซัดฝั่งได้
แม้ตัวแปรภายในอาจต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น ความสูงของคลื่นหรือแรงลมที่สัมพันธ์กับระดับอากาศ แต่โดยรวมสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดเดิมได้ อย่างไรก็ตาม หากเปลี่ยนไปเป็นภัยอื่น เช่น น้ำท่วมเมือง จะไม่สามารถใช้โมเดลเดิมได้ เนื่องจากปัจจัยที่เราประเมินไว้นั้นเป็นปัจจัยเฉพาะทางทะเล ซึ่งไม่สอดคล้องกับภัยทางบก
หัวข้อนี้ถือว่าสำคัญและเกี่ยวข้องกับชุมชนอย่างมาก โดยองค์ประกอบที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่
• ระดับความสูงของพื้นที่: ยิ่งต่ำยิ่งเสี่ยง เช่น พื้นที่ในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความสูงเพียง 0.1 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่งผลให้น้ำทะเลขึ้นปกติก็สามารถท่วมพื้นที่ได้แล้ว
• โครงสร้างธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้าง: อาทิ สันดอน ป่าชายหาด แนวปะการัง หรือโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ซึ่งจะช่วยลดแรงคลื่น แต่โครงสร้างบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ป้องกันพื้นที่หนึ่งไว้ได้ แต่ทำให้พื้นที่ข้างเคียงเสี่ยงมากขึ้น
• โครงสร้างพื้นฐานและความเปราะบางทางสังคม: เช่น รายได้ของประชาชน ระดับการศึกษา จำนวนผู้ป่วยติดเตียง ฯลฯ ยิ่งสังคมเปราะบาง ยิ่งมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
• การมีแผนจัดการ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือท้องถิ่นเเละชุมชนมีเเผนการจัดการหรือไม่ เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีแผนรับมือหรือแผนฟื้นฟูในพื้นที่หรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าในอนาคตอาจลดความเสี่ยงลงได้

ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้จะนำมาประมวลผลเพื่อประเมินระดับความเปราะบางและจัดทำเป็นแผนที่ความเสี่ยง โดยตัวอย่างจากจังหวัดปัตตานี แสดงให้เห็นว่าบางพื้นที่มีชุมชนน้อยแต่กลับเป็นพื้นที่สีแดง ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงสูง สาเหตุคือพื้นที่มีระดับต่ำมากและชุมชนมีความหนาแน่นสูง
แผนที่ระดับประเทศหรือระดับจังหวัดอาจไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติมากนัก เพราะพื้นที่หนึ่งอาจได้รับการประเมินสีเดียวทั้งพื้นที่ ทั้งที่ความเสี่ยงจริงอาจแตกต่างกัน เช่น ตำบลม่วงงาม หมู่ 3 มีความเสี่ยงสูง ต้องวางกระสอบทราย ในขณะที่พื้นที่ติดกันไม่มีความเสี่ยงมากนัก
ดังนั้น แผนที่ที่มีความละเอียดระดับชุมชนจึงมีประโยชน์มากกว่าในการนำไปใช้จริง ทั้งในแง่การวางแผนรับมือ และการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเอง
จากงานวิจัยนี้ ชาวบ้านจะสามารถมีระบบติดตามชายหาดและระบบเก็บข้อมูลสังคม โดยใช้ความรู้ท้องถิ่นที่มีอยู่ ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมเก็บข้อมูล และสร้างแผนที่ความเสี่ยงของตนเองได้ ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนจัดการที่สอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่
ไม่มีใครรู้จักชายหาดหน้าบ้านได้ดีไปกว่าชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ แม้แต่นักวิชาการที่ทำงานมานานก็ไม่สามารถเทียบได้ ชาวบ้านจึงเป็นกำลังสำคัญในการทำให้งานนี้สำเร็จ และได้แผนที่ที่ใช้ได้จริงในระดับชุมชน
จากการศึกษาข้อมูลชายฝั่งในอดีตถึงปัจจุบัน เช่น ที่ตำบลวัดสน อำเภอระโนด พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งอย่างชัดเจน ข้อมูลจากปี 2556 ถึงปี 2564 (รวม 8 จุดข้อมูลใน 9 ปี) แสดงให้เห็นว่าพื้นที่บางจุดมีการกัดเซาะสูง (สีแดง) ในขณะที่บางจุดมีการทับถม (สีเขียว)
หากพิจารณาเฉพาะข้อมูลนี้ หน่วยงานก็สามารถนำไปใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น หากพบว่าพื้นที่กัดเซาะรุนแรงแต่ไม่มีบ้านเรือนอยู่ ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณไปดำเนินการ แต่หากพื้นที่ที่กัดเซาะมีชุมชนอยู่ด้านหลัง ก็อาจต้องให้ความสำคัญมากกว่า
แสดงให้เห็นว่าการประเมินเฉพาะอัตราการกัดเซาะไม่เพียงพอ ต้องประเมินองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น ความเปราะบาง และความเปิดรับภัย เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด
จากการศึกษาพบว่า ในอนาคตอันใกล้อาจมีเพียงเด็กคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากเราย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน จะเห็นได้ว่าความแตกต่างระหว่าง “ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” กับ “ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด” นั้น มีเพียงเล็กน้อยในระดับมิลลิเมตรหรือเซนติเมตร แต่เมื่อพิจารณาถึงปรากฏการณ์การกัดเซาะชายฝั่งแล้ว ความแตกต่างนั้นมีนัยสำคัญมากขึ้น
ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นในแนวดิ่งแม้เพียงเล็กน้อย หากบริเวณชายหาดมีลักษณะราบหรือลาดเอียง การกัดเซาะจะรุกล้ำเข้าฝั่งเป็นระยะทางไกลมากขึ้น กล่าวคือ หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย การกัดเซาะสามารถลุกลามเข้าไปถึง 10–13 เมตรภายในระยะเวลา 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำหรับการคาดการณ์ในกรณีที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด
เมื่อขยายการคาดการณ์ออกไปอีก 75 ปีจากปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.46 เมตร ซึ่งเราหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเกิดขึ้นในอัตราเร็วที่สุด ระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มขึ้นถึง 79 เซนติเมตร หรือเกือบ 1 เมตร ซึ่งอาจทำให้ชายฝั่งถูกกัดเซาะเข้าไปถึง 25–44 เมตร
ในแผนที่ที่แสดงให้เห็นแนวชายฝั่งบริเวณตั้งแต่นางเงือกถึงหัวนายแรง เส้นสีฟ้าและสีแดงแสดงแนวชายฝั่งในอีก 75 ปีข้างหน้า เส้นแนวชายฝั่งดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาถึงแนวถนน ซึ่งถือเป็นจุดวิกฤต โดยเฉพาะจุดที่เคยมีการกัดเซาะรุนแรงในอดีต เช่น บริเวณโค้งที่ติดกับแนวชายหาด ซึ่งเคยมีเรือปานามาติดบริเวณรอดักทรายรูปตัว T มาแล้ว
ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ถือเป็น “ผลกระทบขั้นต่ำ” ซึ่งยังไม่ได้รวมผลกระทบเพิ่มเติมจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การก่อสร้างล้ำลงไปในทะเล หากมีการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้การประเมินผลกระทบมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
สำหรับพื้นที่นำร่องในการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ “หาดชลาทัศน์” ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่มีการดำเนินงานอย่างละเอียด โดยในเบื้องต้นได้ทำการวิเคราะห์แบบง่ายๆ โดยยังไม่ได้ใส่ข้อมูลทั้งหมดลงในระบบจำลองคอมพิวเตอร์อย่างเต็มรูปแบบ การวิเคราะห์คร่าวๆนี้ช่วยให้สามารถประมาณระยะทางของชายฝั่งที่อาจหายไปในอีก 25 ปีข้างหน้าในแต่ละตำบลได้ เช่น:
• วัดสน: ชายฝั่งอาจหายไป 1 – 3.3 เมตร
• บ่อตรุ: 1.9 – 4.69 เมตร
• ชุมพล: 1.5 – 6.36 เมตร
• ม่วงงาม: 2.3 – 5.6 เมตร

ในอนาคต การวิเคราะห์แบบนี้จะถูกนำไปใช้ในอีก 29 ตำบล ครอบคลุม 6 อำเภอ ตลอดแนวชายฝั่งยาว 157 กิโลเมตร โดยจะดำเนินการทีละตำบลจนครบถ้วน
เมื่อผลลัพธ์ออกมาในรูปของ “แผนที่เสี่ยงภัยเชิงพื้นที่” ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติ จังหวัด และท้องถิ่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเล กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการ สำนักงานป้องกันเเละบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงเทศบาลต่างๆ ที่สามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนพัฒนาได้

ตัวอย่างเช่น หากสร้างฐานข้อมูลแผนที่เสี่ยงในระดับตำบล และสามารถเชื่อมโยงกับ “แผนผังเมือง” ซึ่งระบุว่า พื้นที่ใดควรอนุรักษ์ พัฒนา หรือไม่ควรพัฒนา ก็จะช่วยให้การวางแผนในระดับพื้นที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ประกอบการวางแผนจัดการภัยพิบัติ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลแผนที่เสี่ยงจากการกัดเซาะชายฝั่งโดยเฉพาะ
แม้ว่าการกัดเซาะชายฝั่งจะยังไม่ถูกจัดเป็น “ภัยพิบัติ” ตามนิยามของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ข้อมูลวิทยาศาสตร์เหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการจัดทำแผนรับมือได้ เพราะถึงแม้พื้นที่บางแห่งจะถูกกัดเซาะน้อย แต่หากเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่น ความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะสูงกว่า
แผนที่เสี่ยงภัยนี้ยังสามารถใช้สื่อสารกับชุมชน ช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และสามารถวางแผนรับมือได้ดีขึ้น อีกทั้งสามารถนำไปประกอบการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติได้อีกด้วย
หากผนวกข้อมูลนี้เข้าไปในระบบวางแผนงบประมาณ จะสามารถจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ได้ โดยพิจารณาว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงสูง ปานกลาง หรือต่ำ ซึ่งจะช่วยให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สุดท้าย ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์นี้สามารถนำไปใช้ในการพิจารณาโครงการพัฒนาในอนาคต เช่น ถนนเลียบชายฝั่งหรือท่าเรือ หากพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงสูง ก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ
Author

Beach For Life
แหล่งรวบรวมความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวกับชายหาด
บทความวันที่ 22 เมษายน 2568
แบ่งปันสิ่งนี้

ตลอดห้วงเวลา 10 ปีที่สังคมไทยรับรู้เเละถกเถียงปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงปรากฎการณ์กำเเพงกันคลื่นที่ระบาดอย่างรุนเเรงจนหลายพื้นที่กลายเป็นกระเเสทางสังคมที่ถูกพูดถึง จวบจนการเรียกร้องให้กำเเพงกันคลื่นกลับมาทำเป็นโครงการที่ต้องทำ EIA จนสำเร็จ Beach for life ชวนคุณอภิศักดิ์ ทัศนี มาสนทนาเกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น เเละ สิ่งที่ซ้อนอยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง

ถอดบทเรียนปัญหาสิ่งเเวดล้อมภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.บ. EEC ก่อนจะถูกโคลนนิ่งมาเป็น พ.ร.บ. SEC ร่าง พ.ร.บ. SEC ที่ถูกเสนอเข้าไป และคาดว่าร่างของรัฐบาลที่กำลังจะมีมติ ครม. มอบให้ สนข.เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. SEC Beach for life ชวนถอดบทเรียนดูปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย EEC ที่เป็นร่างโคลนนิ่งของ พ.ร.บ. SEC

หาดวอนนภา จังหวัดชลบุรี กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปลักษณ์ชายหาดที่เปลี่ยนไปกลายเป็นกำแพงกันคลื่น Beach for life ชวนย้อนตั้งคำถามเเละเปิดข้อมูลเชิงลึกโครงการกำแพงกันคลื่นหาดวอนภาไปด้วยกัน