
ชายหาดคลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นชายหาดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากเมืองประจวบคีรีขันธ์ต่อเนื่องกับอ่าวมะนาว ชายหาดคลองวาฬเป็นที่ตั้งของชุมชนคลองวาฬ ซึ่งประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง มีร้านอาหาร และที่พักริมทะเลตลอดแนวชายหาดคลองวาฬ
การเปลี่ยนแปลงชายหาดคลองวาฬเกิดขึ้นช่วงประมาณปี 2547 ชายหาดคลองวาฬเริ่มปรากฏโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง โดยมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น ความยาวประมาณ 300 เมตร และสวนสาธารณะบนชายหาด ซึ่งก่อสร้างโดยเทศบาลตำบลคลองวาฬ ต่อมาปี 2548 มีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งแบบหินทิ้ง จำนวน 12 ตัว ความยาวตัวละ 50 เมตร จำนวน 6 ตัว และ ความยาว 100 เมตร จำนวน 6 ตัว ตลอดแนวชายหาดระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร โดยกรมเจ้าท่า (จันทจิรา เอี่ยมทยุราและคณะ, 2562)

ต่อมาปี 2549-2551 มีการก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นและท่าเทียบเรือที่ร่องน้ำคลองวาฬ(กรมเจ้าท่า,2567) ทำให้สภาพชายหาดตลอดแนวชายหาดคลองวาฬนั้นเต็มไปด้วยโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง

ชายหาดคลองวาฬ ค่อยๆเปลี่ยนสภาพไปหลังจากที่มีโครงสร้างมากมายเกิดขึ้นบริเวณชายหาด ถึงแม้ชายหาดคลองวาฬจะมีเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่ง ที่สร้างซ้อนทับสองชั้นมาตั้งแต่ปี 2548 แต่อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจสภาพชายฝั่งในปัจจุบันพบว่า ด้านชายหาดหลังของเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งซึ่งต่อเนื่องกับที่ดินของเอกชนนั้นเกิดการกัดเซาะ พบว่ามีความพยายามของเอกชนในการนำเศษวัสดุต่างๆเข้ามาถมเพื่อป้องกันที่ดินของตนเอง และ พบว่า มีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันชายฝั่ง ทำให้เราเห็นว่าชายหาดคลองวาฬนั้นมีโครงสร้างสามชั้นป้องกันอยู่ ได้แก่ เขื่อนกันคลื่นจำนวน 2 ชั้น และ กำแพงกันคลื่นที่ถูกสร้างขึ้นจากทั้งเอกชน ท้องถิ่นตลอดช่วงเวลาหลังจากมีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่ง และล่าสุด Beach for life ได้พบว่ามีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นตลอดแนวชายฝั่ง ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ภายใต้งบประมาณปี 2564 ความยาว 1,200 เมตร มูลค่ารวม 87,000,000 บาท ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน

สภาพชายหาดคลองวาฬหลังที่เต็มไปด้วยโครงสร้างชายฝั่งทะเลนั้น มีสภาพเป็นเป็นทรายปนโคลนจะพบชายหาดสั้นได้ในยามน้ำลง และมีเลนโคลนตลอดแนวชายหาด มีกลิ่นเหม็น โครงสร้างป้องกันชายฝั่งนานาชนิดที่ส่งผลต่อกระแสน้ำชายฝั่งทำให้ไหลช้าและยังกีดขวางการไหลของกระแสน้ำ จึงไม่แปลกใจที่ทำให้สภาพชายหาดคลองวาฬมีสภาพเป็นหาดเลนและไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่รวมถึงการท่องเที่ยว ดังที่ปรากฏเป็นข่าวไทยรัฐ “คนประจวบฯ โวยหาดคลองวาฬ เน่า! ทิ้งน้ำเสีย-กั้นเขื่อน เละเป็นขี้เลน” (ไทยรัฐออนไลน์, 14 พ.ค. 2559)


ไม่เพียงแค่ชายหาดคลองวาฬจะมีโครงสร้างต่างๆนานาตลอดแนวชายหาดให้เราได้ศึกษาเรียนรู้แล้วนั้น การเกิดขึ้นของกำแพงกันคลื่น และสวนสาธารณะในปี 2547 และ เขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งทั้ง 12 ตัว ยังถูกภาคประชาชนในพื้นที่ฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับข้อพิพาทการเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ในพื้นที่ชายหาดคลองวาฬอำเภอเมือง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งฟ้องว่าการดำเนินการโครงการดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิชุมชนในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้ “เพิกถอนใบอนุญาตถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลตำบลคลองวาฬ) ที่อนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภทเขื่อนกันน้ำกัดเซาะเพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดคลองวาฬ และให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ยืนขออนุญาตเจ้าท่าอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่พิพากษาถึงที่สุด และให้กรเมจ้าท่า ยื่นคำขออนุญาตต่อเจ้าท่าอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ ภายใน 30 วันนับตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนคำขอนอกจานี้ให้ยกฟ้อง”
ต่อมาภาคประชาชนที่รวมตัวฟ้องคดีต่อศาลได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ทำให้ปัจจุบันสถานะคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

การลงสำรวจชายหาดคลองวาฬในพื้นที่เพียงแค่ประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะทำให้พบการเปลี่ยนแปลงไปของชายหาดที่มีโครงสร้างต่างๆนานาเกิดขึ้นมากมาย และ เห็นสภาพชายหาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังจากมีการก่อสร้าง และล่าสุดพบว่ากรมเจ้าท่ามีการปรับปรุงท่าเรือคลองวาฬ ซึ่งมีการประกวดราคาไปเมื่อปี 2565 การสร้างกำแพงกันคลื่นในปัจจุบันโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง คงต้องจับตาติดตามอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ดังกล่าวว่าสภาพชายหาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และผลการพิจารณาคดีชายหาดคลองวาฬ ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีชายหาดที่น่าสนใจจะมีผลเป็นอย่างไร
อ้างอิงข้อมูล
[1] จันทจิรา เอี่ยมมยุราและคณะ, การฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานของรัฐที่ก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งในประเทศไทย, โครงการ 10 ปี คดีสะกอมถึงคดีอ่าวน้อย สังคมไทยเรียนรู้อะไร, 2562.
[2] คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขเเดงที่ ส.784/2559 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559
Author

อภิศักดิ์ ทัศนี
รักทะเล เเต่ชอบภูเขา เรื่องสิ่งเเวดล้อม คือ การเมือง
บทความวันที่ 19 สิงหาคม 2567
แบ่งปันสิ่งนี้

ถอดบทเรียนปัญหาสิ่งเเวดล้อมภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.บ. EEC ก่อนจะถูกโคลนนิ่งมาเป็น พ.ร.บ. SEC ร่าง พ.ร.บ. SEC ที่ถูกเสนอเข้าไป และคาดว่าร่างของรัฐบาลที่กำลังจะมีมติ ครม. มอบให้ สนข.เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. SEC Beach for life ชวนถอดบทเรียนดูปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย EEC ที่เป็นร่างโคลนนิ่งของ พ.ร.บ. SEC

โครงการท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด ท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีการถมทะเล ทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงของชายฝั่งตลอดเเนวชายหาดสุชาดา หาดเเสงจันทร์ ถึงหาดปากน้ำระยอง ชวนสำรวจผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นจากท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด

ชายหาดจอมเทียนกลับมากว้างอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามว่าการเติมทรายชายหาดจอมเทียนเเบบนี้จะได้ผลหรือไม่ Beach for life ชวนไปรู้จักโครงการเติมทรายชายหาดจอมเทียนร่วมกัน