ในห้วงเวลาที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า นโยบายของพรรคการเมืองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกผู้เเทนของประชาชน เเละพรรคการเมืองที่จะทำหน้าที่ในการบริหารประเทศต่อไป
Beach for life ได้มีหนังสือถึงพรรคการเมืองเพื่อสอบถามนโยบายของพรรคการเมืองต่อการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งเเละการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งมีพรรคการเมือง 4 พรรคสำคัญ พรรคที่ได้ตอบหนังสือ Beach for life เพื่อเเสดงเจตจำนงทางการเมืองเเละนโยบายในการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งเเละการกัดเซาะชายฝั่ง
พรรคประชาชน
สภาพปัญหาที่พรรคการเมืองมองเห็น
- การป้องกันชายฝั่ง ของที่ดินเอกชน และภาครัฐ ที่ใช้โครงสร้างทางวิศวกรรม กำแพงกันคลื่น กำแพงกันดินหินทิ้ง คันดักทราย ทำให้เป็นโดมิโน่ของการกัดเซาะ
- การก่อสร้างบนพื้นที่ลาดชันและการทำลายป่าได้สร้างตะกอนไหลลงคลองย่อยสู่คลองใหญ่ เกิดตะกอนทับถมบริเวณปากแม่น้ำ เมื่อคลื่นและกระแสน้ำชนกับตะกอน ก็เกิดการเลี้ยวเบน ทำให้เกิดการกัดเซาะ
- การปลูกสร้าง สิ่งก่อสร้างเปลี่ยนแปลงหรือขัดขวางการไหลจองกระแสน้ำ เช่น เสาตอม่อสะพาน เขื่อนกันทรายและคลื่น ทำให้เกิดตะกอนสูญหาย พลวัตรตะกอนขาดสมดุล
- การรุกล้ำที่สาธารณะ สร้างสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบ เกิดการทำลายพืชริมฝั่ง กับดักตะกอนธรรมชาติสูญหาย
- สาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คลื่นลมมีกำลังแรง กระทบต่อสันทรายชายฝั่ง
ทิศทางในการแก้ปัญหา
- ถอดบทเรียนจากสภาพปัญหาที่ผ่านมาใช้หลักการทางวิชาการและภูมิปัญญาจากการรับฟังปัญหาภาคประชาชนและนักวิชาการในการเสาะหาต้นเหตุในการกัดเซาะแล้วแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
- ใช้หลักการทางธรรมชาติเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา เช่น พลวัตรของสันทรายชายฝั่ง มากำหนดระยะถอยร่น เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วยการชดเชย หรือซื้อคืนที่ดิน ให้กลไกทางธรรมชาติกลับคืนสู่สมดุล
- รักษาพื้นที่ที่ยังมีสภาพธรรมชาติเดิมให้คงอยู่ให้มากที่สุด เพื่อเป็นต้นแบบเปรียบเทียบ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการให้บริการเชิงนิเวศ โดยเฉพาะ ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียโดยตรง คือชาวบ้านและส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบ CBT เพื่อสร้างรายได้เสริม
นโยบายหลักที่จะผลักดัน
- แก้ปัญหาที่สาเหตุ บนฐานข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการและภูมิปัญญา
- ยึดหลักการกลไกทางธรรมชาติร่วมกับใช้หลักการทางวิศกรรม ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่และทรัพยากรในการแก้ปัญหากัดเซาะฯ
- ส่งเสริมการอนุรักษ์พื้นที่ดั้งเดิมรักษาสภาพชายฝั่ง เพื่อคงไว้ซึ่งการให้บริการเชิงนิเวศ
- ตรวจสอบพื้นที่สาธารณะ บังคับใช้กฏหมายรื้อสิ่งก่อสร้างที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายออก
- นำการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อเป็นรายได้เสริมและสร้างการมีส่วนร่วม
โครงการรูปธรรม
- การศึกษาสภาพปัญหาปัญหาต้นเหตุของการกัดเซาะ
- การศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์และบริการเชิงนิเวศของพื้นที่ชายฝั่ง
- การส่งเสริมการปลูกต้นไม้พื้นถิ่นบริเวณชายคลองและพื้นที่ชายคลอง เพื่อดักตะกอนริมน้ำ หรือลำคลองสาขา เพื่อลดการกัดเซาะพื้นที่ริมตลิ่ง
- การปลูกต้นไม้ป่าชายหาดตามเขตการกระจายของพันธุ์พืช ป่าชายหาด โดยเน้นชนิดพันธุ์พื้นถิ่นที่มีศักยภาพระบบรากหยั่งลึก
- การตรวจสอบพื้นที่สาธารณะ ให้หน่วยงานรับผิดชอบบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง
- ส่งเสริมศักยภาพของชุมชน สนับสนุนงบประมาณในการฟื้นฟู ป่าริมฝั่งคลอง ป่าสันทรายชายฝั่ง ประสานงานกับภาคเอกชนในการส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ
- กำหนดระยะถอยร่นจากทะเลและชายฝั่ง หากพื้นที่ไหนเกิดผลกระทบ รัฐจะต้องขอซื้อคืน เพื่อไม่ให้เอกชนต้องไปทำเขื่อนป้องกันอีก
ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่สามารถสร้างมูลค่าสูง ในการเที่ยวแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนในการฟื้นฟู เรียนรู้ เทรนด์ใหม่เที่ยวแบบแบบRegeneracation หรือการท่องเที่ยวที่ทำให้โลกดีขึ้น

พรรคพลวัติ
สภาพปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในมุมมองของพรรค
พรรคพลวัตมองว่าปัญหาปัจจุบันไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็น "วิกฤตการบริหารจัดการ" ที่ล้มเหลว โดยมีการใช้โครงสร้างแข็ง (Hard Structures) เช่น กำแพงกันคลื่น อย่างล้นเกินจนทำลายสมดุลทรายและระบบนิเวศ ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก
- การขาดข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำและเป็นปัจจุบันในการตัดสินใจ
- กระบวนการพิจารณาโครงการที่ขาดความโปร่งใสและตัดตอนการทำ EIA
- การละเลยสิทธิของประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุดในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากชายหาด
ทิศทางในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
- เปลี่ยนจากมาตรการเชิงโครงสร้าง (Concrete-based) เป็นมาตรการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Nature-based Solutions)
- ยึดคืนอำนาจการตัดสินใจให้ชุมชนท้องถิ่น ไม่ให้ส่วนกลางเป็นผู้ผูกขาดเพียงฝ่ายเดียว
- เน้นความโปร่งใสด้านงบประมาณที่ตรวจสอบได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
นโยบายหลักของพรรคในการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการ
- ปรับปรุงกระบวนการศึกษาเเละจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อม(EIA) ให้มีความเข้มข้นขึ้น มีประสิทธิภาพ ควบคุมผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อมได้จริง เเละประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- เปิดเผยข้อมูลธรณีสัณฐานชายหาดและงบประมาณการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
- ออกกฎหมายกำหนดระยะถอยร่นของสิ่งก่อสร้างตามความเสี่ยงจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อลดการก่อสร้างกำแพงที่ไม่จำเป็น
- รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรชายหาดและการทำประชามติ (Consent) ก่อนเริ่มโครงการใดๆ ในพื้นที่
- สนับสนุนงบประมาณสำหรับการเติมทราย (Beach Nourishment) และการฟื้นฟูธรรมชาติแทนการสร้างเขื่อนคอนกรีต
ตัวอย่างรูปธรรม หรือ โครงการเพื่อเป็นไปตามนโยบาย
- จัดตั้งกองทุนเพื่อรื้อถอนโครงสร้างแข็งที่ไม่ได้มาตรฐานหรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ข้อมูลจากการประเมินของภาคพลเมือง
- จัดตั้งกลไกตัดสินใจร่วม (Co-decision body) ในระดับจังหวัดที่ประกอบด้วย สัดส่วนชาวบ้าน นักวิชาการ และรัฐ ในอัตราส่วนที่ภาคประชาชนมีสิทธิ Veto
- เปิดเผยราคากลางและแบบแปลนกำแพงกันคลื่นให้ประชาชนรับทราบ เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและทำลายธรรมชาติ

พรรคเป็นธรรม
ปัญหาชายฝั่งในประเทศไทย
- ไม่มีการจัดทำข้อมูลเชิงระบบเพื่อชี้ให้เห็นการเสื่อมสภาพของชายหาดและข้อมูลสำหรับใช้ในกระบวนการตัดสินใจดำเนินการในการแก้ปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการจัดการชายหาดเนื่องจากว่าระบบนิเวศชายหาดมีความเกี่ยวข้องกันทั้งระบบ เมื่อเปลี่ยนแปลงจุดหนึ่งจะกระทบอีกจุดหนึ่ง การตัดสินใจดำเนินการใดจึงจำเป็นต้องตัดสินใจบนฐานข้อมูล
- องค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาชายหาดยังไม่หลากหลายพอ รัฐยังมุ่งเน้นการใช้โครงสร้างแข็ง ซึ่งพิสูจน์หลายพื้นที่ว่าไม่สามารถป้องกันผลกระทบได้ จึงต้องใช้กลไกการศึกษาเชิงระบบทั้งชายหาดเพื่อคิดค้นวิธีการจัดการชายหาดที่อาศัยการเคลื่อนไหวของธรรมชาติมาออกแบบให้ปัญหาที่เกิดขึ้นน้อยลง หรือหากจะมีโครงสร้างที่นอกเหนือธรรมชาติจะต้องตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
ทิศทางในการแก้ปัญหาชายหาด
- ต้องคืนอำนาจการจัดการให้กับพื้นที่ชุมชนและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ภายใต้หลักการคุ้มครองธรรมชาติที่จะต้องกำหนดจากส่วนกลางเพื่อให้แต่ละพื้นที่นำหลักการไปออกแบบให้เหมาะสม
นโยบายหลักในการแก้ปัญหาชายหาด
พรรคเป็นธรรมมี2นโยบายสำคัญที่จะนำมาสู่การจัดการชายหาดอย่างถูกต้อง คือ
- คืนอำนาจการจัดทำแผนบริหารทรัพยากรให้กับพื้นที่ โดยมีนโยบายเฉพาะเกี่ยวกับหาดทรายและชายฝั่งทะเลคือการคืนอำนาจให้แผนบริหารจัดการหาดทรายและชายฝั่งทะเลเป็นของพื้นที่ชุมและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยใช้หลักการ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับบยุทธศาสตร์ (SEA)ซึ่งพรรคเป็นธรรมจะผลักดันกฎหมายว่าด้วยกลไกการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
- การจัดตั้งกระทรวงการจัดการภัยพิบัติและสาธารณะภัย ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของหาดทรายและชายฝั่งทะเลจะถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่ง เพราะทะเลและมหาสมุทรเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงมาก หากการรับมือไร้ระบบ ไม่ต่อเนื่อง และกลไกไร้ประสิทธิภาพ จะก่อความเสียหายแก่ชายหาดเป็นอย่างยิ่ง การจัดตั้งกระทรวงจึงเป็นการสร้างกลไกที่พร้อมพอสำหรับสถานการณ์ใหม่ที่รุนแรง แปรปวน จนกลไกแบบเดิมไม่อาจจะรับมือได้
ตัวอย่างที่จะดำเนินการตามนโยบาย
- ให้แต่ละพื้นที่จัดทำผังและรูปแบบการบริหารจัดการหาดทรายและชายฝั่งทะเลเป็นรายตำบล ซึ่งสอดรับกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และให้หน่วยงานกลางระดับกระทรวงที่จะปฏิบัติการใดต่อหาดทรายและชายฝั่งทะเล จะต้องดำเนินการตามแผนของพื้นที่ภายใต้หลักการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ซึ่งมีกฎหมายรองรับ จะทำให้แผนบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างถูกต้องสอดคล้องกับบริบทที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่

พรรคประชาธิปัตย์
ปัญหาการเเก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งที่พรรคมองเห็น
ที่ผ่านมาการเเก้ไขปัญหาด้วยการสร้างกำเเพงกันคลื่น โครงสร้างเเข็งไม่สามารถป้องกันชายฝั่งได้ ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดช่องว่างให้กำเเพงกันคลื่นไม่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมจึงทำให้เกิดปัญหากับชายฝั่งเเละประชาชนในพื้นที่
ทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในการเเก้ไขปัญหา
- ไม่สนับสนุนการสร้างโครงสร้างเเข็ง กำแพงกันคลื่นบนชายหาดท่องเที่ยว
- ผลักดันเเนวทางการใช้ระบบนิเวศเป็นฐานในการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
- ไม่สนับสนุนโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในภาคใต้ที่เป็นการถมทะเล เช่น เเลนด์บริดจ์
นโยบายที่พรรคจะผลักดัน
- การผลักดันให้เกิดการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยมาตรการใช้ระบบนิเวศเป็นฐาน
- ปรับปรุงระบบการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อม(EIA) ให้มีประสิทธิภาพเเละมีความเข้มข้นมากขึ้น
- ไม่สนับสนุนการสร้างโครงสร้างเเข็ง กำเเพงกันคลื่นบนหาดท่องเที่ยว
- สนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวริมชายฝั่ง
