
ในอดีตที่ผ่านมา การกัดเซาะชายฝั่งไม่ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันเเละบรรเทาสาธารณภัย ทำให้การเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่กระทบต่อชีวิตเเละทรัพย์สินของประชาชน ถูกทำให้เป็นการเเก้ไขปัญหาด้วยโครงการ ในหลายครั้งการกัดเซาะชายฝั่งเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เเต่ต้องรอการตั้งงบประมาณเพื่อบรรเทาปัญหาหรือเเก้ไขปัญหาในเเต่ละปีงบประมาณ เเละมักจะได้โครงการซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างเเข็ง ที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่เเละสร้างผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อม หาก การกัดเซาะชายฝั่ง เป็นหนึ่งในภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันเเละบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้การกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว กระทบกับผู้คน ประชาชน ทรัพย์สินสาธารณะถูกป้องกันเเละบรรเทาทันท่วงที ด้วยการใช้มาตรการชั่วคราวที่จะกระทบต่อชายฝั่งน้อยกว่าโครงสร้างเเข็ง จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การต้องเเก้ พระราชบัญญัติป้องกันเเละบรรเทาสาธารณภัย ให้นิยาม การกัดเซาะชายฝั่ง เป็นหนึ่งในสาธารณภัย เเละจัดทำคู่มือการจัดการภัยการกัดเซาะชายฝั่งชั่วคราวของท้องถิ่น เเละชุมชนนั้นๆ

ตลอดห้วงเวลา 10 ปี นับตั้งเเต่การเพิกถอนกำเเพงกันคลื่นไม่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อม(EIA) ทำให้กำเเพงกันคลื่นระบาดไปทั่วทั้งประเทศไทย ชายหาดถูกทำลายด้วยกำเเพงกันคลื่น พื้นที่หน้าชายหาดหายไปภายหลังจากมีกำเเพงกันคลื่น ชายหาดที่เคยเป็นเเหล่งท่องเที่ยวเเละเศรษฐกิจของชุมชนถูกทำลายลงด้วยการสร้างกำเเพงกันคลื่น เช่น หาดชะอำ หาดปราณบุรี เป็นต้น เเละเกิดความขัดเเย้งของรัฐเเละประชาชน จนทำให้มีการฟ้องร้องคดีหลายต่อหลายเเห่ง เช่น หาดม่วงงาม หาดมหาราช เป็นต้น บทเรียนกำเเพงกันคลื่นที่ระบาดไปทั่วชายหาดในประเทศไทย กลายเป็น The Daet of Beach ของชายหาดในประเทศไทย จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ต้องยุติการสร้างโครงสร้างกำเเพงกันคลื่นในพื้นที่ชายหาดทั่วประเทศไทย ต้องเกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เเละวิธีการในการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของกรมเจ้าท่า เเละ กรมโยธาธิการเเละผังเมือง ให้ใช้มาตรการ “กำแพงกันคลื่น” น้อยลงเเละค้นหาวิธีใหม่ๆที่เป็นมิตรต่อชายหาดมาใช้ในการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น

โครงสร้างเขื่อนกันทรายเเละคลื่นบริเวณปากร่องนำ้(Jetty) ถือเป็นโครงสร้างสำคัญที่ขัดขวางกระบวนการชายฝั่ง ทำให้ตะกอนทรายที่เคลื่อนตัวตามเเนวชายฝั่งถูกดักไว้ฝั่งหนึ่ง จนเกิดเเผ่นดินงอกใหม่หลายร้อยไร่ เเละ อีกฝั่งเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนเเรง เขื่อนกันทรายเเละคลื่น จึงเป็นตัวการสำคัญในการทำให้สมดุลตะกอนทรายเปลี่ยนเเปลงไป ในการก่อสร้างเขื่อนกันทรายเเละคลื่นหลายพื้นที่มีการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละกำหนดมาตรการให้มีการถ่ายเททรายข้ามปากร่องน้ำอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมตัวของตะกอนทราย เเละลดการกัดเซาะชายฝั่ง เเต่มาตรการถ่ายเททราย เป็นมาตรการที่ไม่ได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยมีการตั้งบประมาณประจำปีของกรมเจ้าท่า ในการถ่ายเทรายเริ่มต้นเมื่อปี 2563 เเละมีโครงการถ่ายเททรายเฉลี่ยนปีละ 2 ร่องน้ำ ในขณะที่ประเทศไทยมีเขื่อนกันทรายเเละคลื่น 65 ตัวตลอดเเนวชายฝั่ง ด้วยจำนวนโครงการที่น้อย จึไม่เพียงพอต่อการเเก้ไขปัญหาเเละรักษาสมดุลชายฝั่ง จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การผลักดันให้กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ตั้งงบประมาณในการถ่ายเทรายข้ามปากร่องน้ำ ในสัดส่วนโครงการที่เหมาะสมเเละให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อคืนสมดุลให้กับชายฝั่ง รวมถึงการศึกษาความเหมาะสมในการดำเนินการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยการถ่ายเททรายทั้งประเทศไทย

Nature based Solution เป็นหนึ่งในเเนวทางในการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเเละสิ่งเเวดล้อมที่กำลังเป็นเทรนของโลก เเละมีตัวอย่างของการใช้มาตรการ Nature based Solution ในการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงการฟื้นคืนระบบนิเวศให้กลับคืนมาได้จริง เช่น การสร้างสันทรายเทียมริมชายหาด การปักไม้เพื่อการฟื้นฟูสันทราย เป็นต้น เเต่มาตรการดังกล่าวกลับยังไม่เป็นมาตรการที่นำมาใช้อย่างจริงจัง จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การให้กรมทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม กำหนดเเนวทาง หลักเกณฑ์ วิธีการ เเละพื้นที่ที่เหมาะสมในการใช้มาตรการ Nature based Solution เพื่อการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เเละ การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งโดยใช้ระบบนิเวศเป็นฐาน เพื่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติงานฟื้นฟู เเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทั้งในระดับกรม เเละ ท้องถิ่น ได้นำไปใช้เพื่อการดำเนินโครงการเเละขอรับงบประมาณสนับสนุน รวมถึง สร้างพื้นที่ต้นเเบบในการใช้มาตรการ Nature based Solution

การฟื้นฟูชายหาดในช่วงเวลาที่ผ่านมาถูกผูกขาดเเละดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐส่วนกลาง ผ่านการตั้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งทำให้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารกรม เเละกระทรวงในช่วงเวลานั้นที่เห็นความสำคัญของการฟื้นฟูชายหาดหรือไม่ ประกอบกับ ที่ผ่านมาชายฝั่งถูกรบกวนด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างเเละโครงสร้างเเข็ง จนเกิดความเสียหายทางสิ่งเเวดล้อม ระบบนิเวศชายฝั่ง การฟื้นฟูชายหาดจึงเป็นภารกิจร่วมกันที่รัฐ ชุมชน เเละท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ หากมีกองทุนกลางในการส่งเสริมชุมชนชายฝั่ง ภาคเอกชน NGO หรือท้องถิ่นในการขอรับงบประมาณเพื่อการร่วมกับรัฐฟื้นฟูชายหาดเเละระบบนิเวศชายฝั่ง จุดเปลี่ยนสำคัญ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่ง จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูชายหาด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น สามารถเขียนโครงการหรือกิจกรรม เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานเพื่อการฟื้นฟูชายหาด

ชายหาดในประเทศไทยทุกเเห่ง เป็นสาธารณะสมบัติของเเผ่นดินที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน เเต่หลายครั้งเราไม่สามารถเข้าถึงชายหาดได้โดยเฉพาะในพื้นที่หาดท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น จังหวัดภูเก็ต หรือ หัวหิน เนื่องจากการใช้ประโยชน์ชายหาดของเอกชนที่ยึดกุมพื้นที่ชายหาดสาธารณะเป็นของตนเอง ดังเช่นที่มีข่าวปรากฎว่ามีการยึดชายหาด อ้างสิทธิ์บนพื้นที่ชายหาด มีการปิดทางเข้าออกชายหาด เป็นต้น จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การทวงคืนชายหาดให้กลับมาเป็นสาธารณะ โดยการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองเเละพระราชบัญญัติควบคุมอาคารอย่างจริงจัง เอกชนจะต้องเว้นทางเข้าออกชายหาดตามที่กฎหมายกำหนด มีการติดป้ายประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ออกนโยบายร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่งในการทวงคืนชายหาดให้กับสาธารณะ

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง อันเป็นผลจากการที่มนุษย์สร้างสิ่งปลูกสร้างริมชายหาดรวมถึง ภัยธรรมชาติ ที่ทำให้ที่ดินเเละสิ่งปลูกสร้างของเอกชนที่อยู่ประชิดชายหาดกลายเป็นปัญหาในการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งรวมถึงการกำหนดระยะถอยร่น ที่ดินเเละสิ่งปลูกสร้างหลายเเห่งในประเทศไทยอยู่ติดชายฝั่ง เเละกลายเป็นต้นตอสำคัญในการทำให้เกิดโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ทั้งๆที่จริงๆเเล้วหากมีการเวนคืนที่ดินเเละสิ่งปลูกสร้างออกไป จะทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่ง เเละควบคุมการกัดเซาะชายฝั่งไม่ให้รุกลามต่อไปได้ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การเเก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่ง ให้สามารถเวรคืนที่ดินเเละสิ่งปลูกสร้างได้ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่งรวมถึงการเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นระบบมากขึ้น โดยให้มีหลักเกณฑ์เเนวทางในการชดเชยค่าเสียหายเเละสิ่งปลูกสร้างที่เป็นธรรม

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เราเผชิญกันอยู่โดยมากมีต้นตอมาจากการที่โครงสร้างหรือส่ิงปลูกสร้างไปตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของทะเลเเละชายฝั่ง ยกตัวอย่างเช่น ถนนตั้งอยู่บนสันทรายเดิม การสร้างศาลาพักผ่อนริมชายหาด เป็นต้น ในอดีตที่ผ่านมาเราไม่มีการศึกษาว่าระยะที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างสิ่งปลูกสร้างเราจึงสร้างโครงสร้างบนในเขตอิทธิพลของคลื่น ในขณะเดียวกันพื้นที่ชายฝั่งเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เเละภาวะโลกร้อนที่ทำให้การกัดเซาะชายฝั่งรุนเเรงมากขึ้น ดังนั้นการกำหนดระยะถออยร่น เพื่อให้มีระยะปลอดภัยในการที่ให้ชายหาดมีการเปลี่ยนเเปลงไปตามธรรมชาติจึงเป็นนโยบายที่สำคัญ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ กรมทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่ง ต้องศึกษาระยะถอยร่นที่เหมาะสมของประเทศไทยในทุกพื้นที่ชายหาดโดยใช้หลักวิชาการเเละคำนึงถึงปัจจัยต่างๆในอนาคต เเละให้กรมโยธาธิการเเละผังเมืองนำระยะถอยร่นนั้นประกาศในผังเมือง หรือ กำหนดในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารเเละสิ่งปลูกสร้างให้มีการกำหนดระยะถอนร่นมาตรฐานสำหรับพื้นที่ชายฝั่งทั้งประเทศ

ปัจจุบันการป้องกันเเละเเก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งมีหลากหลายหน่วยงานที่มีอำนาจ เเละงบประมาณเป็นของตนเอง ทำให้ข้อมูลโครงการ กิจกรรมของเเต่ละหน่วยงานถูกเเยกส่วนเเละกระจายตามกรมต่างๆ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวก ไม่มีการรวมศูนย์ข้อมูลสำคัญของการเเก้ไขปัญหาเเละการกัดเซาะชายฝั่ง จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การพัฒนาระบบข้อมูลที่รวมศูนย์ข้อมูลทุกหน่วยงาน เเละเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย

ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัด ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักทั้งด้านเศรษฐกิจ (การท่องเที่ยว/ประมง) และระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม ปัญหาชายฝั่งมีความซับซ้อนสูงมาก การจัดการแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ จึงไม่เพียงพอ นำไปสู่การใช้แนวคิด Integrated Coastal Zone Management (ICZM) หรือ การจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลแบบบูรณาการ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การให้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่งเเห่งชาติ มีเเนวทางในการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งเเละทะเลโดยใช้เเนวคิด Integrated Coastal Zone Management (ICZM) เเละกำหนดเเนวทาง มาตรการ วิธีการในการดำเนินงานเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งร่วมกัน